ย้ายเมืองหลวง...เป็นไปได้จริงหรือ?

Last updated: Oct 1, 2019  |  154 จำนวนผู้เข้าชม  |  Special Report

ย้ายเมืองหลวง...เป็นไปได้จริงหรือ?

กลับมาได้เป็นข่าวยึดหน้าสื่อให้ติดตามกันอย่างต่อเนื่องอีกครั้งต่อกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาพูดถึงกรณีการย้ายเมืองหลวง หรือย้ายกรุงเทพมหานคร(กทม.) ออกไปอยู่ในพื้นที่อื่นเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดของประชากรและปัญหาด้านการจราจรที่นับว่าเป็นปัญหาระดับชาติซึ่งหลายรัฐบาลมีความพยายามจะแก้ไขแต่ก็ไม่สำเร็จสักที

โดยเมื่อวันที่ 18 ก.ย.62 เวลา 08.00 น. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม อาคารอิมแพคฟอรั่ม อิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2562 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง "การขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ เชื่อมไทย ก้าวไกล เชื่อมโลก"

พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ในกรุงเทพฯ สถานที่ต่างๆ ยังอยู่ในที่เดิม ทำอย่างไรให้ขยายไปรอบนอกบ้าง จะย้ายเมืองหลวงอย่างเขาไหม ก็ต้องไปคิดมา จะย้ายไปที่ไหน ใช้งบประมาณอย่างไร หรือจะขยายรอบกรุงเทพฯ ให้กว้างขึ้น จะได้เข้าพื้นที่ใจกลางเมืองให้น้อยลง เพราะวันนี้การจราจรมันติดเพราะอะไรมีสาเหตุหมด ที่สำคัญคนใจร้อน ระบบไม่พร้อม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรลงมาแก้ปัญหาก็โดนด่าว่ารถติดมากกว่าเดิม ทำให้ไม่มีใครอยากทำงาน รัฐต้องแก้ปัญหาตรงนี้ วางระยะเวลาให้ถูกว่ากรุงเทพฯ ควรเป็นอย่างไร รัฐบาลก่อนไม่เคยทำได้เพราะเกิดความขัดแย้ง ประชาชนไม่ยอม ดังนั้น การสร้างความรับรู้กับประชาชนจึงจำเป็นให้เกิดความพอใจ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้เราจะต้องหากลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาให้เจอว่าประชาชนต้องการอะไร มีปัญหาตรงไหนแก้ตรงนั้น จะได้เป็นกลุ่มที่น้อยลง ดูง่ายๆ จากการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยมีจำนวน 14.6 ล้านคน ซึ่งจริงๆ มีมากกว่านี้ ไม่ใช่เพราะคนจนมากขึ้น แต่เขาจนอยู่แล้ว แต่ขึ้นบัญชีไม่ทัน ซึ่งก็จะเปิดลงทะเบียนเรื่อยๆ เปิดไปเปิดมาจะมากกว่านี้ 30-40 ล้านคนก็ยังไม่รู้ แต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมดูแลคนเหล่านี้ ไม่ใช่ไม่ดูแลเลย ภาษีที่จัดเก็บเพื่อนำมาสร้างโอกาส ความเท่าเทียมให้เขาแข็งแรงขึ้น แต่อย่าบอกว่าเดี๋ยวรวยๆ มันรวยไม่ได้หรอก ต้องดูว่าต้นทุนตัวเองมีเท่านี้

ต่อเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเนตรทิพย์ออนไลน์ได้มีโอกาสสอบถามและแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้รอบรู้ที่อยู่ในวงการพัฒนาเมืองและผังเมืองหลายคนมีความเห็นที่น่าสนใจให้ได้ติดตามดังนี้

กรมโยธาฯ หนุนจัดรูปที่ดินไปพัฒนา

นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวถึงมุมมองในที่นี้ว่า กรณีนี้นายกรัฐมนตรีน่าจะกล่าวถึงแผนในอนาคตมากกว่าที่จะดำเนินการใน 3-5 ปีนี้ เนื่องจากจะเกี่ยวข้องกับหลายฝ่ายและยังต้องมีการศึกษาในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศักยภาพ ทำเลที่ตั้ง ระบบขนส่งมวลชน ศูนย์ราชการ ศูนย์กลางเศรษฐกิจ

โดยตามแนวคิดของหลายคนที่ผ่านมาจะพบว่าได้นำเสนอพื้นที่จังหวัดนครนายก แต่โดยมุมมองส่วนตัวแล้วยังเห็นว่าจังหวัดราชบุรีน่าจะมีความเหมาะสม เนื่องจากมีพื้นที่ราบมากกว่า แล้วยังใกล้กทม.ตลอดจนเป็นศูนย์กลางไปสู่ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือได้อีกด้วย

สำหรับปมความเห็นด้านผังเมืองนั้นแน่นอนว่าช่วงที่ผ่านมามีความพยายามนำรูปแบบการเวนคืนไปปฏิบัติแต่ก็พบปัญหาว่าไม่สามารถนำพื้นที่ที่ได้จากการเวนคืนไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นได้ ดังนั้นจึงมีแนวคิดว่าควรนำรูปแบบการจัดรูปที่ดินไปปฏิบัติน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

สอดคล้องกับความเห็นของนายทวนทอง ศิริมงคลวิชย์ ผู้อำนวยการสำนักจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่มองว่าการย้ายเมืองหลวงต้องมองในหลายประเด็น และความชัดเจนว่าจะย้ายศูนย์กลางทำงานของฝ่ายรัฐบาล หรือย้ายศูนย์กลางทางเศรษฐกิจไปด้วย เบื้องต้นนั้นยังเห็นว่าหากจะต้องเกี่ยวข้องกับด้านผังเมืองควรนำวิธีการจัดรูปที่ดินเข้าไปบริหารจัดการพื้นที่จะมีความเป็นไปได้มากกว่าวิธีการเวนคืน

ทั้งนี้รูปแบบการจัดรูปที่ดินถือว่าเป็นเครื่องมือในการทำงาน สามารถนำไปวางแผนในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองได้ทั้งหมด ส่วนการเวนคืนจะชัดเจนในด้านการบริหารจัดการระบบสาธารณูปโภคต่างๆ แต่การนำที่ดินจากการเวนคืนไปพัฒนาเชิงพาณิชย์ไม่สามารถทำได้

สำหรับการจัดรูปที่ดินเป็นกฎหมายเฉพาะ สามารถโยกย้ายที่ดินแปลงต่างๆไปพัฒนาได้ตามความเหมาะสมทั้งที่ดินของรัฐ ของเอกชน อุปสรรคของการวางผังเมืองจึงไม่มี สามารถสนองความต้องการของทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ทุกภาคส่วนยังเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง

ประการสำคัญผังเมืองกับการจัดรูปที่ดินจะต้องสอดคล้องกันโดยจะต้องชัดเจนตั้งแต่ระดับนโยบายแล้วนำไปสู่ภาคปฏิบัติอย่างต่อเนื่องกัน ทำนองว่าการสร้างบ้านจะต้องออกแบบแล้วจึงค่อยไปเริ่มการก่อสร้างนั่นเอง

ดังนั้นการจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่แห่งใหม่จึงต้องวิเคราะห์พื้นที่ว่าจุดนั้นมีความเหมาะสมในด้านต่างๆหรือไม่ อย่างไร และขนาดพื้นที่ นโยบายต่างๆ จากนั้นจึงจะนำรูปแบบการจัดรูปที่ดินเข้าไปใช้ในภาคปฏิบัติต่อไป เช่นเดียวกับมุมมองการเชื่อมโยงด้านระบบคมนาคมขนส่ง โลจิสติกส์ให้ครอบคลุม ตลอดจนมุมมองด้านความหนาแน่นของประชากรและการลงทุนพัฒนาระบบคมนาคมจะต้องคุ้มค่าหรือไม่จึงต้องวิเคราะห์หลายด้าน



ด้านนักวิชาการชี้ยังไม่จำเป็นในขณะนี้

เช่นเดียวกับมุมมองของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สญชัย ลบแย้ม ภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อีกหนึ่งในมุมมองของนักวิชาการเห็นว่า ดำริของท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะเป็นการโยนหินถามทางมากกว่า แต่ในความเห็นส่วนตัวแล้วยังเห็นว่าขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องย้ายเมืองหลวงที่จัดเป็นพื้นที่ศูนย์กลางการปกครอง การเมือง และการทหารของประเทศ ที่เป็นระบบประชาธิปไตย แตกต่างกับการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ แต่ละจุดแต่ละเมืองมีอัตลักษณ์และคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไป

สำหรับปัจจัยหลักของการย้ายเมืองหลวงนั้นในหลักๆแล้วจะมี 2 ปัจจัย คือ เรื่องภัยสงคราม และเรื่องทรัพยากร คือทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ โรคภัยระบาด น้ำท่วม ไฟป่าหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติรูปแบบต่างๆ และทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้นมา อาทิ ภาวะวิกฤติด้านน้ำมัน หรือการรัฐประหารแนวคิดการปกครองต่างๆ เช่น กรณีในจีน มาไต้หวัน หรือเนปิดอว์ เช่นเดียวกับการยกตัวอย่างคืออินโดนีเชียที่อ้างเรื่องการจราจรเพื่อย้ายเมืองหลวง

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งมุมมองจากผศ.พงศ์พร สุดบรรทัด ทีมเออร์เบิลแอ็คชั่น ในฐานะที่ปรึกษาด้านการพัฒนาเมือง การพัฒนาคูคลองและพื้นที่ต่างๆในเขตกทม.ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าวิธีการรูปแบบเดิมอาจต้องกลับมาคิดใหม่ในยุคนำหน้าด้วยเทคโนโลยี ขณะนี้หลายพื้นที่พบว่าเน้นความเป็นอัจฉริยะ ไม่จำเป็นต้องมีออฟฟิศทำงานนอกบ้าน หรืออยู่ไกลๆอีกต่อไป ดังนั้นแนวโน้มอาคารสำนักงานร้าง จึงจะมีมากขึ้น คนจะหันมาใช้บ้านเป็นสถานที่ทำงานมากขึ้น ดังนั้นการย้ายเมืองหลวงจึงมองไปในอนาคตรองรับเอาไว้ด้วย จะแข่งขันตามระบบเก่า การเมืองเดิมๆคงจะไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบันอีกต่อไป

ดังนั้นท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปจะออกมาอย่างไร คงต้องตามลุ้นว่าสศช.จะหาผลลัพธ์ออกมาอย่างไรบ้าง จะย้ายอะไรไปอยู่ไหน พื้นที่นครนายก สระบุรี หรือราชบุรี เขตรอยต่อกับกทม.ยังเป็นไปได้ทั้งสิ้น ส่วนใครจะเสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ ผลบวกผลลบต่อเศรษฐกิจของกรณีการย้ายกทม. หรืออยู่ที่เดิม แต่ปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยี แบบไหน อย่างไร ในอีกไม่นานนี้คงจะพอได้เห็นกรอบร่างผลการศึกษาออกมาจากสศช. รอตามลุ้นกันดีกว่าไหม

 

(วีดิโอ : MONO29 NEWS)

Powered by MakeWebEasy.com